
BEGINNER’S GUIDE FREEDIVING
:: How to training freedive in the pool ::
เป็นคำถามของอีกหลายคน หลักจากเรียนฟรีไดฟ์มาแล้ว อยากพัฒนาตัวเองต่อ ดำน้ำให้ได้นานขึ้น ไกลขึ้น ลึกขึ้น ต้องซ้อมอะไรบ้าง? ยังไงดี? แน่นอนฟรีไดฟ์เป็นกีฬา ถ้าเราไม่หมั่นฝึกซ้อมความสามารถของเราก็จะลดน้อยลงไป แต่ไม่ใช่ว่ามันหายไปทั้งหมด มนุษย์เราทุกคนมีความสามารถพื้นฐานในการดำน้ำอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาไปให้ได้ไกลแค่ไหน
เรามาดูวิธีการรูปแบบต่างๆ ของการซ้อมฟรีไดฟ์แบบมือใหม่กัน เรียนแล้วฝึกยังไงต่อ เพื่อที่จะให้เพื่อนๆ ฟรีไดฟ์ในไทยเก่งกันขึ้นเยอะๆ ตามปกติโรงเรียนสอนดำน้ำฟรีไดฟ์ต่างๆ ก็มีการจัดซ้อมหรืออบรมกันออยู่บ้างแล้ว ทางโรงเรียนของเรามีกลุ่มนักเรียนจากภายในและนักเรียนจากโรงเรียนอื่น เข้ามาฝึกซ้อมฝึกฝนกันอยู่เช่นกัน ตามตารางการฝึกซ้อมของเรา ถ้าใครสนใจสามารถติดต่อเข้ามาฝึกซ้อมร่วมกันได้
* การซ้อมทุกประเภทและทุกครั้งควรมีบัดดี้ในการซ้อมเสมอไม่ว่าจะง่ายหรือยากก็ตามไม่ควรที่จะทำอะไรคนเดียวเด็ดขาด
“Never dive alone”
การฝึกซ้อมทั้งหมดจะแบ่งออกไปทั้งหมด 3 ส่วน ในแต่ละประเภท

STATIC Training
เพื่อทำให้เรากลั้นหายใจได้นานขึ้น หรือเรียกกันว่าการซ้อมกลั้นหายใจ ไม่ใช่ว่าเราซ้อม STATIC จะทำกลั้นหายใจได้นานขึ้นมั้นเป็นเพียงแค่ Total Time ขีดจำกัดของร่างกายเท่านั้น มีหลายปัจจัยที่จะทำให้กลั้นหายใจได้นานขึ้น หลักๆ แยกเป็น 2 ภาวะ คือ
- ภาวะที่รู้สึกสบาย ผล่อนคลาย
- ภาวะทนฝืน คือการอยู่กับ contraction นั่นเอง
อยู่ที่ว่าใครถนัดแบบไหน จะฝึกอะไรก่อน แต่ในทางที่ดีเราควรมี ภาวะสบายให้นานกว่าภาวะทนฝืน ก็จะเป็นผลดีกับการกลั้นหายใจมากกว่า
Warm up เริ่มจากการ Stretching กล้ามเนื้อต่างๆ เน้นไปที่ปอด ลงน้ำกระตุ้น MDR โดยการคาบท่อหน้าจุ่มน้ำ 5-10 นาที เพื่อให้กลไกลต่างๆ ในร่างกายได้ทำงาน
Exercises คิดว่าทุกคนคงใช้ หรือรู้จักตาราง CO2 tolerance ฝึกทั้งบนบกและในน้ำอยู่บ้างแล้ว การฝึกตารางนี้ เราต้องการยืดเวลาให้ contraction ของเรามาช้าลงหรือต้องการให้ร่างกายทนต่อคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้น ก็จะใช้ตารางนี้ฝึก หรือเบื่อแบบเดิม ลองแบบนี้ดูได้ จากตารางปกติเวลา Breath จะเริ่มลดจาก 2 min 30 s ทีละ 15 s เราลองมาเริ่มจาก 1 min ลดลงมาทีละ 5 s จน 30 s จะได้ทั้งหมด 7 รอบพอดี ส่วน เวลา Hold ก็ 50% ของ PB ของตัวเองได้เลยครับ อาจจะไม่ชิวเหมือนทำบนเตียง แต่เราได้การสัมผัสของน้ำช่วยกระตุ้น MDR ตารางอาจใช้ฝึกในวันที่อยากชิลไม่อยากทำอะไรหักโหมก็ดี
ศึกษา CO2 tolerance เพิ่มเติมได้จากบทความนี้
CO2 และ O2 Tolerance Table
Cool down ทำตารางครบรอบแล้ว ยังไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ทำใจนิ่งๆ สงบๆ ไว้ จำความรู้สึกตอนที่เรากลั้นหายใจไว้ แล้วคาบท่อคว่ำหน้าต่ออีก 5-10 นาที เพื่อทำให้ร่างการได้จดจำความรู้สึกนั้นไว้ เป็นการฝึกความผ่อนคลายไปในตัวและให้ร่างกายได้จดจำสภาพนั้นๆ ไว้
ยังมีอีกหลายรูปแบบในการฝึกมากมาย ค่อยจำแล้วนำไปประยุกต์ใช้กันดู ตารางนี้ไม่ใช่โปรแกรมที่ดีที่สุด แต่ก็จะช่วยพัฒนาความสามารถเราเพิ่มขึ้นไปได้อีก

DYNAMIC Training
เป็นการฝึกเพื่อให้เราดำน้ำได้ระยะทางไกลได้มากขึ้น การซ้อมประเภทนี้ควรมีบัดดี้ในการซ้อมด้วย เราไม่รู้หรอกว่า เราซ้อมในระยะที่เราทำได้สบายๆ แต่หากวันนั้นร่างกายเราไม่พร้อม ก็อาจจะทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นก็ได้ หมั่นตรวจเช็คร่างกายทุกครั้งก่อนเริ่มทำกิจกรรมก็ดี บัดดี้จะไม่ได้แค่ช่วยดูแลความปลอดภัยให้เราเท่านั้น บัดดี้นี้แหละจะเป็นคนช่วยดู Performance ของเราด้วย ช่วงสังเกตุและปรับ Streamline ให้เราดำน้ำได้มีประสิทภาพมากที่สุด ตัวเราแค่โฟกัสอยู่ที่สมาธิและการใช้แรงที่ขา ได้ไม่ต้องมาห่วงเรื่องอื่น บัดดี้ก็จะเป็นโค้ชให้ดีๆ นี่เอง เสร็จแล้วก็อย่าลืมผลัดกันทำช่วยกันดู ก็จะได้มิตรภาพที่ดี
Warm up ก่อนลงน้ำก็ Stretching กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ กันเช่นเคย แต่ให้เน้นไปที่กล้ามเนื้อขา จะได้ไม่เกิดตระคริว พอลงน้ำก็ MDR, NPSA ไม่ต้องนานมากเหมือน SATATIC wram up แต่เพื่อเปิด “Freedive Mode” หลังจากนั้นเราก็ Breath up เพื่อที่จะดำในระยะสั้นๆ ปรับร่างกาย ถ้าซ้อม 50 เมตร ขึ้นไป ก็วอมสัก 25 เมตร
Exercises ในส่วนการเทรน DYNAMIC เราก็จะนำตาราง CO2 or O2 tolerance อันเดิมนี้แหละมาปรับใช้ ในการดำเพิ่มระยะทาง หลังจากจบคอร์สเรียนฟรีไดฟ์ Level 1 กันมาแล้ว ทุกคนน่าจะดำน้ำได้ 30 เมตรกันได้อยู่แล้ว เราก็มาเพิ่มระยะทางเริ่ม จากที่ 5 เมตร หรือ 10 เมตรก็ลองดูเท่าที่ไหว โดยปกติแล้วก็จะเป็น 60%-70% ของ PB ของเรา ในการนำมากำหนดระยะในการซ้อม โดยปกติการซ้อม DYNAMIC จะนำตารางของ O2 มาใช้ เราต้องการระยะทางให้ถึงไม่เกินขีดจำกัดมากเกินไป การซ้อม Co2 จะต้องไม่มีการ Black Out เกิดขึ้น ระหว่างนั้นเราต้องรับปัญหากับจัดการกับการใช้ Oxygen ของร่างการของเราตอนดำน้ำอยู่ เพราะฉะนั้นบัดดี้เป็นส่วนสำคัญในการดู Streamline ของเรา รวมถึงองศาในการตีขา เราไม่สามารถรู้ว่ากว้างมากน้อยแค่ไหน ก็ให้บัดดี้เป็นคนช่วยปรับอีกที ตารางที่ใช้ก็จะว่าย 6-8 รอบ แล้วแต่ความฟิตของวันนั้น ตั้งระยะทางในการซ้อม ระหว่างรอบที่พักจะใช้เวลา พัก 2 นาทีเท่ากันทุกรอบ
Cool down หลักจากทำโปรแกรมหลักเสร็จแล้ว พักให้หายเหนื่อยสักแปบ ก็มาจับโฟมตีเท้าเปล่าไปสัก 100 เมตร ว่ายเกาะโฟมกันไป 2 คนกับบัดดี้ คุยกันไปเรื่อย แปบเดียวก็เสร็จสนุกดี หรือจะแอบใช้ตอนสลับกับบัดดี้ เป็นเซฟตี้เป็นการคูลดาวน์ไปในตัวก็ได้เลยนะครับ เพราะต้องว่ายตามอยู่แล้ว
การจะเพิ่มระยะทางในการซ้อมใหม่ เราก็จะมาทำ Max Performance กันอีกครั้ง เพื่อดูความพัฒนาของเราจากการฝึกด้วย หลังจากนั้นเราก็จะเพิ่มระยะในการซ้อมให้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกไม่ใช่ตารางที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราดำน้ำได้ไกล แต่เป็นโปรแกรมพื้นฐานที่ใช้ฝึกกันในเบื้องต้น

EQUALIZATION Training
ในสระน้ำก็สามารถฝึกเคลียร์หูได้ ไม่จำเป็นต้องออกทะเลอย่างเดียว มีคนเค้าบอกกันว่า การเคลียร์หูได้คือ “นิพพาน” ไม่ใช่ตายนะ เราจะหมดทุกข์ จะเป็นอิสระในการดำน้ำขึ้นได้อีกเยอะ บางคนถามว่า เคลียร์หูได้แล้วยังต้องซ้อมอีกหรอ คำตอบคือ “ใช่” วิธีการเคลียร์หู มีอยู่หลายรูปแบบ แต่ Valsalva กับ Frenzel น่าจะเป็นวิธีการเคลียร์หูที่ทุกคนรู้จักกันดี
คนที่เริ่มเรียนมาแล้ว ก็น่าจะใช้ Valsava กันอยู่ตอนนี้ ในขั้นต่อไป ก็ควรฝึกการเคลียร์หูแบบ Frenzel กัน เพื่อที่จะไปลึกขึ้น อย่างที่รู้กันการเคลียร์หู คือ การจัดการกับหูชั้นกลางที่ได้รับแรงดัน ให้กลับมาเป็นปกติ ส่วนการฝึก Frenzel นั้นต้องเริ่มจากการควบคุมกล้ามเนื้อในช่องคอ ให้แข็งแรง เพื่อที่จะใช้ดันลมไปถึงช่องหูได้ ไม่ว่าเป็น Vocal Folds ในการปิดคอแยกลมเป็น 2 ส่วน การบังคับ Soft palate ให้เปิดปิดได้เป็นทางลงผ่านไปสู่ E-tube แล้วกล้ามเนื้ออีกชิ้นที่สำคัญในการดันลมหรือผลักลมในการเคลียร์หู คือ Larynx ที่ต้องคอยขยับขึ้นและลง วิธีการซ้อมหรืออกกำลังกล้ามเนื้อชิ้นส่วนต่างๆ ก็หาดูได้ตามยูทูป หรือตามเวิร์คช๊อปที่ครูสอนฟรีไดฟ์หลายท่านจัดอยู่
การซ้อมเคลียร์หูที่สระควรใช้ Boyu ในการซ้อมด้วย จับคู่กับเพื่อน 2-4 ในการใช้ 1 Boyu ค่อยๆ ไต่ระดับลงไปทีละนิด ไม่ต้องรีบลงไป เพราะหูชั้นกลางแรกๆ ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับแรงดันได้รวดเร็วขนาดนั้น อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ก็ต้องระวัง ปัญหาใหญ่เลยที่หลายคนมักบ่นกันว่าลงไปนิดเดียวก็เคลียไม่ออกแล้ว ก็อาจจะมาจากอันนี้ก็ได้ คือลงเร็วเกินไป หรือไม่ก็ลองเคลียร์หูก่อนดำลงไป 1 ครั้งก่อน ก็อาจช่วยได้
Warm up เริ่มซ้อมสำหรับมือใหม่เลย ก็ให้เคีลยร์หูโดยการลงหัวตั้งดูก่อน ส่วนคนที่ทำได้อยู่แล้วก็เอาหัวดิ่งลงได้เลย สัก 1 รอบ
Exercises โปรแกรมการฝึกเคลียร์ก็ไม่อะไรยากเกินที่จะทำ ไต่เชือกปรับระดับทีละนิด แล้วค่อยเคลียร์ไป มีหลายปัจจัยเลยที่เคลียร์ไม่ออก อันดับแรก Relax ครับ ไม่ต้องเกร็ง การเกร็งอาจจะทำให้ ช่องทางเดินลมต่างๆ ปิดลงได้ ต้องให้บัดดี้ช่วยคอยสังเกตุ เทคนิคอย่างหนึ่ง ให้จำความรู้สึกไว้ครบตอนเราเหลียร์หูออก ตอนนั้นเรารู้สึกยังที่หูเราแรงดันในหูเป็นยังไง ถ้าเราจำได้แล้วเคลียร์หูในระดับนั้นทุกๆ ครั้ง ก็จะเคลียร์ได้ตลอดแหละครับ ถ้าแรงดันมันมากไป ดันลมไม่แรง หรือกล้ามเนื้อหูไม่แข็งแรง เกร็งจนท่อปิด ก็เคลียไม่ออกครับ
สำหรับคนที่เคลียร์ได้แล้ว ซ้อมอะไรดี ก็จากที่ทำ Valsava ก็มาฝึก Frenzel บนบก เราฝึกซ้อมการขยับกล้ามเนื้อต่างๆ โดยใช้ลูกโป่ง ทีนี้ก็ลงมาทำในน้ำดูครับ เหมือนกัน เหมือนเริ่มฝึกเคลียร์หูแรกๆ เลย ค่อยไต่ระดับที่ละนิด ให้รู้สึกถึงแรงดับทุกช่วงที่ลงไป แล้วโฟกัสที่การขยับกล้ามเนื้อทุกๆ ครั้งที่เคลียร์ ทำไปเรื่อยจนชินก็จะเคลียร์หูได้สบายเอง
Cool down ไดฟ์สุดท้ายก่อนเลิก ไม่ว่าจะเคลียร์หูได้หรือไม่ได้ ให้เราไปค้างไว้ตรงจุดที่ราเคลียร์ได้ในครั้งสุดท้ายครับ แล้วก็ทำใจนิ่งๆ สงบเหมือนตอนทำ STATIC เลย กระบังลมกระตุกแล้ว ก็ขึ้นมา เป็นการทำให้ร่างกายได้เคยชินกับแรงดันในระดับนั้นๆ
ในเบื้องต้นการซ้อมเคลียร์หู ก็มีเพียงแค่เราต้องเคลียร์หูให้ออกจนสุดปลายทุ่นให้ได้ ทำได้แล้ว ทำได้อีก ทำให้ร่างกายได้ชินและรู้สึกสบายทุกครั้ง พอเราทำในสระได้แล้ว เราก็ลงไปทำที่ทะเลกันต่อ ซึ่งในสระทั่วไปมันได้เต็มที่แค่ 5 เมตร หรือ 3 เมตร ไปทะเล เราเจอมวลน้ำที่ต่างออกไป แรงดันที่มากขึ้นในจุดที่ลึกขึ้น แน่นอนสภาพแวดล้อมต่างอาจจะทำให้เราเคลียร์หูได้ยากขึ้น แต่อยากทุกคนจำความรู้สึกในจุดที่เราเคลียร์หูได้ ทั้งภายในและภายนอก ถ้าเราเคลียร์ในจุดนั้นๆ ทุกครั้ง เราก็จะเคลียร์หูได้ตลอด ที่เหลือแค่เพิ่มเติ่มเทคนิคให้มากขึ้นเพื่อการดำที่ลึกขึ้นไป
การใช้ Nose Clip จำเป็นหรือไม่ มีก็ดี มันจะช่วยให้เราโฟกัสได้ดีกว่า ไม่ต้องมากังวนเรื่องมือในการบีบบ้างหรือการสาวเชือกบ้าง หลับตาแล้วโฟกัสที่หูหรือกล้ามเนื้อที่จะใช้และแรงดัน ก็จะทำให้การฝึกง่ายขึ้นและสงบขึ้นด้วย และก็จะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการใช้ดำลึกขั้นต่อไป
* เตือนอีกครั้ง การซ้อมทุกประเภทและทุกครั้งควรมีบัดดี้ในการซ้อมเสมอ ไม่ว่าจะง่ายหรือยากก็ตามไม่ควรที่จะทำอะไรคนเดียวเด็ดขาด
“Never dive alone”
Share This Post!
About the author : admin
- All
- 1: General & Beginner (ข้อมูลพื้นฐานสำหรับมือใหม่)
- 2: Courses & Certification (หลักสูตรและการรับรอง)
- 3: Logistics & Preparation (การเตรียมตัวและสถานที่เรียน)
- 4: Technical & Health เทคนิคและการดูแลสุขภาพ
- 5: Equipment (อุปกรณ์ฟรีไดวิ่ง)
ล้างด้วยน้ำจืดให้สะอาดทุกครั้งและตากในที่ร่ม เลี่ยงการโดนแดดจัดเป็นเวลานานเพื่อป้องกันวัสดุยางและซิลิโคนเสื่อมสภาพเร็ว
ควรใส่แล้วรู้สึกกระชับแต่ไม่บีบจนเกินไป แนะนำให้ลองใส่คู่กับถุงเท้าดำน้ำ (Diving Socks) เพื่อลดการเสียดสีและเพิ่มความสบาย
เพราะยางจะรัดแน่นติดกับตัวแม้หน้าท้องเราจะยุบลงเมื่อดำลึก ป้องกันไม่ให้ตะกั่วเลื่อนไปมาซึ่งอาจส่งผลต่อการทรงตัว
ในตอนเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใส่เวทสูท แต่จะจำเป็นต่อเมื่อมีอาการหนาวสั่น เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายและป้องกันรอยขีดข่วน รวมถึงช่วยในการลอยตัว (Buoyancy) ระหว่างทำทักษะการกู้ภัย
คาร์บอนจะเบาและให้แรงสปริงกลับที่ดีกว่า ช่วยประหยัดแรงในการว่ายน้ำลึก ส่วนพลาสติกจะมีความทนทานและราคาประหยัดกว่า เหมาะสำหรับมือใหม่
อุปกรณ์เริ่มต้นของการเรียนฟรีไดฟ์ที่ Apnea Thailand เป็นฟินที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีให้นักเรียนได้เริ่มฝึกฟรีไดฟ์ได้ดี
เพื่อลดปริมาตรอากาศ (Low Volume) ทำให้เราใช้ลมน้อยลงในการเป่าหน้ากากเพื่อปรับความดัน ช่วยให้กลั้นหายใจได้นานขึ้น
ควรทานอาหารที่ย่อยง่ายและไม่หนักท้อง เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและอาหารรสจัด อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนลงน้ำ
APNEA Thailand จะมีออกรอบเรียนทะเลทุกเดือนเดือนละ 1 ครั้ง สามารถติดตามตารางการออกทะเลได้ที่ Line OA : @apneathailand
และยังมีการเรียนที่เกาะเต่าด้วย
สถานที่เรียนสระน้ำของ APNEA Thailand จะเรียนที่สระน้ำจุฬาภรณ์ เกษตร บางเขน ง่ายต่อการเดินทางในหลายเส้นทาง
สระน้ำของเรามีหลายประเภท 25 เมตร 50 เมตร และสระน้ำลึก 5 เมตร เป็นสถานที่พร้อมและสะดวกต่อการเรียนและการฝึกซ้อมฟรีไดฟ์

แนะนำให้ไปสอบภาคทะเลภายใน 6 เดือน เพื่อให้ทักษะที่เรียนในสระยังสดใหม่และไม่ต้องทวนทฤษฎีใหม่ทั้งหมด การเรียนที่ต่อเนื่องให้จบคอร์สจะช่วยให้ไม่ลืมทักษะที่เรียนมากทั้งหมดได้
เรามีพันธมิตรที่พักในราคานักเรียน ตั้งแต่โฮสเทลไปจนถึงบังกะโลริมทะเลใกล้จุดดำน้ำ สามารถสอบถามทีมงานเพื่อจองล่วงหน้าได้
ชุดว่ายน้ำ, อุปกรณ์อาบน้ำ, ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการัง, และความพร้อมของร่างกายและใจ หากมีอุปกรณ์ส่วนตัวสามารถนำมาให้ครูช่วยเช็กความเหมาะสมได้
อุปกรณ์ในการเรียนฟรีไดฟ์ทางโรงเรียนจะเตรียมให้นักเรียนทุกคน
มีหลายทางเลือก เช่น รถทัวร์ต่อเรือ (Lomprayah) หรือบินมาลงสมุย/สุราษฎร์ฯ แล้วต่อเรือ ทางโรงเรียนมีคู่มือแนะนำการเดินทางเตรียมไว้ให้คุณ
เราเลือกใช้สระว่ายน้ำจุฬาภรณ์เฉพาะทางในทำเลที่เดินทางสะดวก สระตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัย เชื่อมต่อถนนหลัก 3 สาย (พหลโยธิน-งามวงศ์วาน-วิภาวดี)
ทำให้ไม่ว่าจะมาจากโซนไหนก็ถึงสระได้รวดเร็ว
🚆 เดินทางด้วยรถไฟฟ้า (สะดวกที่สุด)
-
BTS สายสีเขียว: ลงสถานี ม.เกษตรศาสตร์ (ทางออก 1) เดินเข้าประตูพหลโยธิน แล้วต่อ รถตะลัย (สาย 1 หรือ 3) หรือเรียก MuvMi มาส่งหน้าสระได้ทันที
-
SRT สายสีแดง: ลงสถานี บางเขน เดินข้ามฝั่งเข้าประตูวิภาวดีรังสิต แล้วต่อรถตะลัยสาย 5 หรือวินมอเตอร์ไซค์
🚗 เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
-
ทางเข้าหลัก: เข้าได้ทั้งจาก ประตูพหลโยธิน, ประตูงามวงศ์วาน และประตูวิภาวดี
-
ที่จอดรถ: บริเวณรอบสระว่ายน้ำมีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง รองรับลูกค้าได้จำนวนมาก ปลอดภัยและไม่แออัด
🚌 เดินทางด้วยรถเมล์
-
ฝั่งพหลโยธิน: สาย 26, 34, 39, 59, 114, 503, 522
-
ฝั่งงามวงศ์วาน: สาย 63, 104, 114, 522, 545
-
ฝั่งวิภาวดี: สาย 29, 52, 510, 555
ถ้าอยู่ในช่วงที่มีอาการอักเสบหรือคัดจมูกจะเคลียร์หูยากมาก แนะนำให้พักรักษาตัวให้หายดีก่อนมาเรียนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของเยื่อบุแก้วหู
Wetsuit เป็นอีกอย่างที่ใช้ในการฟรีไดฟ์ เวทสูททำหน้าที่ช่วยคุมอุณหภูมิในร่างกายไม่ให้หนาวเย็นเวลาอยู่ในน้ำที่นาน และยังช่วยป้องกันสัตว์มีพิษในทะเลได้อีกด้วย สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ในระหว่างเรียนทางโรงเรียนมีเวทสูตรให้เช่าสำหรับคนที่หนาวง่ายเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียน แต่ถ้าออกไปดำน้ำเที่ยวเล่นทั่วไปการที่ได้ใส่เวทสูตรหรือชุดแขนยาวขายาว ก็สามารถป้องกันสัตว์มีพิษในทะเลได้เช่นกัน ในระดับต่อไปจริงจังกับกิจกรรมฟรีไดฟ์มีการออกซ้อมบ่อยๆ ก็ควรมีเวทสูทติดตัวไว้อย่างน้อยหนึ่งตัวก็ดี
มีผลทำให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอดลดลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจไม่อิ่มขณะดำน้ำ แนะนำให้ลดหรือเลี่ยงก่อนวันเรียน
ในหลักสูตรจะมีการฝึก Static Apnea (การกลั้นหายใจในสระ) เพื่อสอนให้คุณรู้จักขีดจำกัดและสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น อาการกระตุกของกะบังลม (Contractions)
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มเรียน และต้องกรอกแบบฟอร์มประเมินสุขภาพ เนื่องจากความดันน้ำมีผลต่อระบบหมุนเวียนเลือดและหัวใจ
เพราะจะทำให้ระดับ CO2 ในเลือดต่ำลงเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวูบหมดสติ (Blackout) ใต้น้ำโดยที่ร่างกายไม่ส่งสัญญาณเตือน
คือการใช้โคนลิ้นดันลมเข้าสู่ท่อยูสเตเชียนเพื่อปรับความดันในหูชั้นกลาง ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่นักฟรีไดวิ่งทุกคนต้องฝึกเพื่อให้ดำลึกได้อย่างปลอดภัย
ในคอร์สเริ่มต้น AIDA 2 เราจะได้เรียนถึงวิธีนี้กัน แต่ไม่ได้กังวลเรายังมีวิธีที่ธรรมชาติกว่าในการฝึกเริ่มต้นที่สามรถให้คุณเคลียร์หูได้เลยในระหว่างเรียน
การเรียรฟรีไดฟ์ ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไปที่ทุกคนจะสามารถเรียนรู้และปฏิบัติได้ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับทักษาะการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่าจะไปพัฒนาไปได้เร็วและดีแค่ไหน ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ในคอร์สเรียนได้กำหนดวันเรียนไว้อย่างน้อย 1 วันที่ทำให้คุณเรียนรู้ทักษะของฟรีไดฟ์เบื้อต้นทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่สามารถทำได้ดีหรือยังไม่ได้ ก็สามารถเรียนซ้ำได้กับทางโรงเรียนของเรา จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคอร์สเรียนใหม่ที่เกิดขึ้น ทางโรงเรียนมีนโยบาย ให้กับนักเรียนที่เรียนกับทางเราได้รับข้อมูลและการปฏิบัติอย่างครบถ้วน เพราะอย่างนั้นไม่ต้องกังวลไป ทำไม่ได้ก็กลับมาเรียนซ้ำใหม่ได้จนกว่าคุณจะสำเร็จผ่านตามเกณฑ์ของหลักสูตรไปได้
การเรียนฟรีไดฟ์แน่นอนสามารถเรียนคนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมาเรียนด้วยก็ได้ เพราะในคลาสเรียนคุณจะได้พบเจอเพื่อนๆใหม่ที่สนใจกิจกรรมแบบเดียวกับคุณ ทำให้คุณได้มิตรภาพใหม่กลับไปและออกไปดำน้ำด้วยกันได้ การดำน้ำแบบฟรีไดฟ์มีกฏเหล็กสำหรับการดำน้ำอยู่คือ “Never Dive Alone” ห้ามดำน้ำคนเดียวเด็ดขาด ต้องมีคู่ดำน้ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งสองคน การออกไปดำน้ำเที่ยวเล่นทั่วไปก็ควรมีเพื่อนออกไปดำน้ำด้วย ห้ามไปคนเดียวเด็ดขาดไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุและไม่สามารถมีใครช่วยเหลือเราได้
เกณฑ์ภาคทะเลของ AIDA 2 คือการดำลึก 12-20 เมตร ควบคู่ไปกับการทำทักษะความปลอดภัยและการกู้ภัย (Rescue) ที่ถูกต้อง
นอกจากความลึกเรายังเรียนการกลั้นหายใจ 2 นาที และดำน้ำไกล 40 เมตร ซึ่งคุ้มค่ากับการเริ่มต้นเรียนฟรีไดฟ์ ที่มีทักษะติดตัวที่ดี
สามารถทำได้ผ่านระบบ Crossover โดยครูผู้สอนจะทำการประเมินทักษะตามเกณฑ์ของสถาบันปลายทางเพื่อให้คุณเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ทันที
เป็นข้อได้เปรียบของ AIDA ที่มีทักษะและคุณภาพที่สูงกว่า ทำให้สามารถไปเรียนต่อในหลักสูตรอื่นได้ง่ายขึ้น
สามารถกลับมาสอบซ่อม (Retake) ได้ครับ ที่ Apnea Thailand เรามีช่วงเวลาซ้อมภาคทะเลให้นักเรียนได้กลับมาพัฒนาทักษะจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ความลึกที่กำหนด
และมีสระน้ำในกรุงเทพฯ ให้เข้ามาฝึกซ้อมหรือ Refresh skill ได้ตลอดทุกสัปดาห์
ไม่มีวันหมดอายุครับ เมื่อได้รับแล้วคุณสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันระดับทักษะเพื่อไปดำน้ำหรือลงทริปได้ทั่วโลกตลอดไป
โดยปกติใช้เวลา 2-3 วัน แบ่งเป็นภาคทฤษฎีและสระว่ายน้ำ 1 วัน และภาคทะเล 1-2 วัน ในเนื้อหาเรียน และขึ้นอยู่กับความพร้อมและทักษะของผู้เรียนแต่ละคน
หลังเรียนเสร็จแล้ว ทักษะไหนยังไม่ดีหรือทำไม่ได้ในระหว่างเรียน สามารถกลับเข้ามาฝึกซ้อมกับทางโรงเรียนต่อได้ นี้คือข้อดีของโรงเรียนเรา ที่มี Community การฝึกซ้อมฟรีไดฟ์ในกรุงเทพฯ
AIDA 1 คือคอร์สทดลอง 1 วัน ส่วน AIDA 2 คือคอร์สเต็มรูปแบบ หากคุณต้องการดำน้ำจริงจังแนะนำ AIDA 2 เพราะครอบคลุมทั้งทฤษฎี สระ และทะเล พร้อมได้รับใบเซอร์ฯ สากล แนะนำเพิ่มเติมถ้าคุณไม่มั่นใจในการว่ายน้ำของตัวเองหรือลอยตัวไม่ได้และกลัวน้ำ แนะนำเรียน AIDA 1 ก่อน แต่ถ้าคุณว่ายน้ำไม่ได้หรือทักษะว่ายน้ำยังไม่ดี และไม่กลัวน้ำ คุณก็สามารถเลือกเรียน AIDA 2 ได้เลย
ทางโรงเรียนมีครูฝึกที่ได้รับรองจากองค์กรฟรีไดฟ์ AIDA ในระดับสากลที่มีมาตรฐานสูงสุด และ Molchanovs นักเรียนทุกคนที่ผ่านหลักสูตรเรียบร้อยแล้วจะได้รับไปรับรองจากหลักสูตรฟรีไดฟ์ที่คุณได้รับเรียน เว้นแต่คุณจะไม่ผ่านเกณฑ์และครบเวลาที่หลักสูตรกำหนด
การเริ่มเรียนฟรีไดฟ์ในขั้นแรก จะสามารถเริ่มเรียนได้ 2 คอร์ส Basic Freedive หรือ Freediver ในระดับแต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการทำกิจกรรมหรือสภาพของร่างกาย ความแตกต่าง หลังผ่านหลักสูตรแล้วก็เรียนในระดับต่อไปได้ Advande Freediver และ Master Freediver ในระดับถัดไปสำหรับคนที่อยากทำเป็นอาชีพหรือเพิ่มทักษะความรู้มากขึ้น เรียนระดับ Freedive Instructor ได้
ฟรีไดฟ์ได้มีการแบ่งประเภทออกเป็นทั้งหมด 8 ประเภท ตามลักษณะการกลั้นหายใจ
Static Apnea – กลั้นหายใจอยู่กับที่ หนึ่งลมหายใจกลั้นให้ได้นานที่สุด
Dynamic Apnea with fins – ดำนำในแนวระนาบ หนึ่งลมหายใจไปให้ได้ไกลที่สุด โดยใช้ฟิน
Dynamic Apnea nofin – ดำนำในแนวระนาบ หนึ่งลมหายใจไปให้ได้ไกลที่สุด โดยไม่ใช้ฟิน
Free Immersion – การดึงเชือกลงไปในความลึกและดึงเชือกกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ
Constant Weight with fins – ดำน้ำดิ่งลงไปและว่ายกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ สามารถจับเชือกได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นตอนกลับตัว โดยใช้ฟิน
Constant Weight nofin – ดำน้ำดิ่งลงไปและว่ายกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ สามารถจับเชือกได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นตอนกลับตัว โดยไม่ใช่ฟิน
Varible Weight – ใช้อุปกรณ์น้ำหนักพาลงไปในความลึก กลับขึ้นมาโดยการว่ายหรือดึงเชือก
No Limits – ใช้อุปกรณ์น้ำหนักลงไปในความลึก และกลับขึ้นมาด้วยอุปกรณ์
ในคอร์สเรียนนักเรียนทุกคนจะได้เรียนในทุกประเภท ในแต่ระดับของฟรีไดฟ์ที่เข้าร่วมหลักสูตร
ช่วยให้คุณมีสมาธิที่ดีขึ้น ควบคุมลมหายใจได้ดีขึ้น และได้สัมผัสโลกใต้น้ำในมุมมองที่อิสระและเป็นธรรมชาติมากกว่าการดำน้ำประเภทอื่น
ต่างกันที่ระดับความลึกและเทคนิค สน็อกเกิลคือการลอยตัวดูปะการังจากผิวน้ำ แต่ฟรีไดวิ่งมีการใช้เทคนิคการเคลียร์หู (Equalization) เพื่อดำลงสู่ความลึกอย่างเป็นระบบ และสังเกตุอาการต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการดำน้ำลึกเป็นเวลานาน
มีความปลอดภัยสูงมากหากเรียนและปฏิบัติอย่างถูกต้อง ภายใต้กฎความปลอดภัยสากล เช่น การไม่ดำน้ำคนเดียว (Never Dive Alone) และการมี Buddy ที่ผ่านการอบรมคอยดูแลเสมอ เราสามารถหลีกเลี่ยงความอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งในคอร์สเรียนของเราจะมีการสอนให้เข้าใจถึงความเสี่ยงต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน การเรียนฟรีไดฟ์อย่างถูกวิธีและทำให้เข้าใจฟรีไดฟ์ได้อย่างลึกซึ้ง คุณก็จะสามารถดำน้ำได้ด้วยความปลอดภัย
ควรว่ายน้ำได้เบื้องต้นเพื่อความปลอดภัย โดยมาตรฐานคอร์ส AIDA 2 จะต้องสามารถว่ายน้ำเบื้องต้นหรือลอยตัวได้ เพื่อยืนยันว่าคุณสามารถดูแลตัวเองในน้ำลึกได้
แต่ถ้าคุณไม่สามารถว่ายน้ำได้เลย ลอยตัวไม่ได้และกลัวน้ำ เราแนะนำให้เริ่มต้นเรียนที่ AIDA 1 ก่อน เพื่อปรับพื้นฐาน ไม่ต้องกังวลใน Community ของโรงเรียนเราจะคอยสอนการว่ายน้ำเพิ่มเติมด้วยอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยโดยสมบูรณ์
ฟรีไดวิ่งคือการดำน้ำโดยใช้ลมหายใจเดียว (Breath-hold) โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจใต้ตัว เน้นความสงบ การฝึกสมาธิ และการเข้าใจกลไกของร่างกายภายใต้ความดันน้ำ การเล่นกิจกรรมชนิดนี้มีความเสี่ยงอาจที่เกิดอันตรายกับร่างกายและชีวิตของเราได้ ควรที่จะเริ่มต้นเรียนฟรีไดฟ์อย่างถูกต้องและมีใบรับรอง ฟรีไดฟ์ยังมีการแข่งขันเพื่อทำสถิตในการดำน้ำอีกด้วย
เริ่มต้นในคอร์สเรียนทางโรงเรียนได้จัดอุปกรณ์ทั้งหมดในการเรียนฟรีไดฟ์ไว้หมดแล้ว นักเรียนสามารถใช้และได้ลองอุปกรณ์ต่างๆได้โดยที่ยังไม่ต้องซื้อมาก่อนเริ่มเรียน ถ้ารู้สึกชอบและอย่างจริงจังกับกิจกรรมนี้ก็สามารถซื้ออุปกรณ์เป็นของตัวเองได้เช่นการ ทางโรงเรียนก็มีร้านพันธมิตรซึ่งมีส่วนลดในการซื้อสินค้าฟรีไดฟ์ให้กับนักเรียนทุกคน และทางครูกับสตาฟภายในโรงเรียนพร้อมให้คำปรึกษากับการเลือกซื้ออุปกรณ์ให้ถูกวัตถุประสงค์ในการใช้งานกับราคาที่คุ้มค่าที่จะต้องจ่าย เพื่อใหม่ได้สินค้าในราคาที่ไม่แพงเกินไป
การกลั้นหายใจได้นาน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นการหายใจให้ถูกวิธีในแบบของฟรีไดฟ์ ทักษาะการผ่อนคลาย การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนที่เริ่มกลั้นหายใจ และการฝึกซ้อมอย่างถูกวิธีเพื่อพัฒนาศักยภาพร่างกายให้ดีขึ้นไป ทั้งหมดนี้มีอยู่ในคอร์สเรียนของเราซึ่งคนที่ได้เข้าคอร์สเรียนจะได้รับการอบรมในเนื้อหาส่วนนี้
ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวบางอย่างก็จะสามารถเรียนได้เช่นกัน โรคประจำตัวที่ไม่สามารถเรียนได้ คือ โรคความดั่นโลหิตต่ำ โรคหัวใจ โรคลมชัก โรคเกี่ยวกับปอด โรคภาวะติดเชื้อรุนแรง โรคประสาทขั้นรุนเรง เป็นต้น ส่วนบุคคลที่ร่างกายไม่แข็งแรงมากก็สามารถเรียนได้ฟรีไดฟ์จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นได้ แต่การเล่นกีฬาก็ควรหมั่นทำให้ร่างกายแข็งแรงและปลอดโรคจะดีที่สุด ควรได้รับการรับรองจากแพทย์ก่อนเริ่มเรียนฟรีได์
ภายใต้ข้อกำหนดหลักสูตรของโรงเรียน ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป หรือ อายุ 12-16 ปีสำหรับหลักสูตรเด็ก (Junior) โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถเริ่มเรียนฟรีไดฟ์ในหลักสูตของเราได้ อายุมากที่สุดไม่มีกำหนด ถ้าคุณคิดว่าคุณอายุเยอะแล้วแข็งแรงอยากเปิดประสบกาณ์ใหม่ให้ชีวิตคุณก็สามารถเข้าร่วมคอร์สฟรีไดฟ์ได้